Introductionบทนำ
เช้าวันหนึ่ง ชื่อของใครบางคนขึ้นเทรนด์อันดับหนึ่ง ภายในไม่กี่ชั่วโมง มีคอมเมนต์นับหมื่น ภาพหน้าจอถูกแชร์ต่อ ข้อมูลส่วนตัวถูกขุดคุ้ย และคำตัดสินถูกประกาศเรียบร้อยก่อนที่เจ้าตัวจะได้อธิบายสักคำ ปรากฏการณ์ที่คนไทยเรียกกันว่า "ทัวร์ลง" นี้เกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ และหลายครั้ง ผู้ที่ร่วมขบวนก็คือคนธรรมดาที่ใจดีในชีวิตจริง
Cancel Culture หมายถึงการรวมพลังของสาธารณชนเพื่อประณาม คว่ำบาตร หรือตัดความสัมพันธ์กับบุคคลที่ถูกมองว่าทำผิด ส่วน Cyberbullying คือการกลั่นแกล้ง ข่มขู่ หรือทำให้อับอายผ่านช่องทางดิจิทัลซ้ำๆ ทั้งสองเรื่องมีเส้นแบ่งที่บางมาก การเรียกร้องความรับผิดชอบเป็นสิ่งจำเป็นต่อสังคม แต่เมื่อมันกลายเป็นการลงโทษแบบไร้ขอบเขต สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นการทำร้ายมนุษย์คนหนึ่งโดยฝูงชนที่ไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบ
หัวข้อที่ 1 · Deindividuationเมื่อ "ฉัน" ละลายหายไปใน "พวกเรา"
นักจิตวิทยาสังคมเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Deindividuation หรือ ภาวะการสูญเสียความเป็นปัจเจก เมื่อคนเราอยู่ในกลุ่มขนาดใหญ่และรู้สึกว่าตัวเองไม่ถูกจดจำเป็นรายบุคคล การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness) และการยึดโยงกับมาตรฐานทางศีลธรรมส่วนตัวจะลดลง งานวิเคราะห์อภิมานของ Postmes และ Spears พบว่าในภาวะนี้ พฤติกรรมของเรามักถูกชี้นำโดย บรรทัดฐานของกลุ่มในขณะนั้น มากกว่าคุณค่าที่เรายึดถือตามปกติ
งานวิจัยคลาสสิกของ Philip Zimbardo ชี้ว่าความไม่ระบุตัวตน ร่วมกับความรู้สึกว่าความรับผิดชอบถูกแบ่งกระจายไปในกลุ่ม (Diffusion of Responsibility) ทำให้คนกล้าทำสิ่งที่ไม่ทำเมื่ออยู่คนเดียว บนโลกออนไลน์ คอมเมนต์ของเราเป็นเพียงหนึ่งในหลายหมื่น จึงรู้สึกเหมือน "ไม่ได้มีน้ำหนักอะไร" ทั้งที่สำหรับคนที่อยู่ปลายทาง ทุกข้อความรวมกันเป็นพายุลูกเดียวกัน
หัวข้อที่ 2 · Online Disinhibition & Moral Outrageหน้าจอที่ทำให้กล้า และความโกรธที่ได้รับรางวัล
นักจิตวิทยา John Suler อธิบายปรากฏการณ์ Online Disinhibition Effect ว่าโลกออนไลน์ลดกำแพงที่ปกติคอยยับยั้งพฤติกรรมของเรา ปัจจัยสำคัญคือ การไม่เห็นหน้าและแววตาของอีกฝ่าย (Invisibility) ความรู้สึกว่าไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นใคร (Anonymity) และการที่ไม่ต้องเห็นปฏิกิริยาตอบกลับแบบทันที เมื่อไม่เห็นว่าคำพูดของเราทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดแค่ไหน สมองก็ ขาดสัญญาณเตือนที่ช่วยให้เรายั้งคิด
อีกแรงขับที่ทรงพลังคือ ความโกรธเชิงศีลธรรม (Moral Outrage) นักประสาทวิทยา Molly Crockett ชี้ว่าแพลตฟอร์มออนไลน์ทำให้การแสดงความโกรธต่อความผิดของผู้อื่นทำได้ง่าย แทบไม่มีต้นทุน และยังได้รับรางวัลทางสังคมในรูปของยอดไลก์และการแชร์ งานวิจัยของ William Brady และคณะยังพบว่าข้อความที่มีถ้อยคำเชิงอารมณ์และศีลธรรมแพร่กระจายในเครือข่ายสังคมได้กว้างกว่า การประณามผู้อื่นจึงให้ทั้งความรู้สึก "เป็นฝ่ายถูก" และการยอมรับจากกลุ่มไปพร้อมกัน
หัวข้อที่ 3 · The Human Costราคาที่ทุกฝ่ายต้องจ่าย
สำหรับผู้ถูกโจมตี ผลกระทบไม่ได้จบลงเมื่อกระแสซาลง การถูกประจานต่อหน้าคนจำนวนมากสัมพันธ์กับความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และการแยกตัวจากสังคม ที่น่ากังวลคือ บทลงโทษจากฝูงชนมักไม่ได้สัดส่วนกับความผิด ไม่มีกระบวนการไต่สวน ไม่มีสิทธิ์ชี้แจง และร่องรอยบนอินเทอร์เน็ตอาจติดตัวไปอีกหลายปี บางครั้งเป้าหมายของการโจมตียังเป็นคนที่ถูกเข้าใจผิดตั้งแต่ต้นด้วยซ้ำ
ในระดับสังคม วัฒนธรรมการล่าแม่มดทำให้ผู้คน กลัวการพูดผิดมากกว่ากลัวการไม่พูด การถกเถียงอย่างสร้างสรรค์หายไป แทนที่ด้วยความเงียบหรือการแบ่งฝ่าย และที่มักถูกมองข้ามคือ ผู้ร่วมขบวนเองก็ได้รับผลกระทบ การอยู่ในวงจรความโกรธซ้ำๆ บั่นทอนความสงบในใจ และค่อยๆ ทำให้เรามองผู้อื่นเป็น "ฝ่ายตรงข้าม" มากกว่าเป็นเพื่อนมนุษย์
หัวข้อที่ 4 · From Call-out to Call-inจากการประจาน สู่การเรียกร้องความรับผิดชอบอย่างมีมนุษยธรรม
การไม่ร่วมทัวร์ไม่ได้แปลว่าเราต้องเพิกเฉยต่อความผิด นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน Loretta Ross เสนอแนวคิด "Calling-in" หรือการชวนให้อีกฝ่ายทบทวนตัวเองด้วยความเคารพ แทนการ "Calling-out" เพื่อทำให้อับอายต่อหน้าสาธารณะ ต่อไปนี้คือ 3 หลักที่ช่วยให้เรายืนอยู่ฝั่งของความยุติธรรมโดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์:
-
Pause Before You Post (หยุดก่อนโพสต์)
ก่อนแสดงความเห็น ถามตัวเอง 3 ข้อ: ฉันรู้ข้อเท็จจริงครบหรือยัง? ข้อความนี้ช่วยแก้ปัญหา หรือแค่เพิ่มความเจ็บปวด? และฉันจะพูดแบบนี้ไหมถ้าเขายืนอยู่ตรงหน้า?
-
Separate the Act from the Person (แยกการกระทำออกจากตัวบุคคล)
วิจารณ์พฤติกรรมที่ผิดได้อย่างตรงไปตรงมา แต่หลีกเลี่ยงการลดทอนความเป็นมนุษย์ การขุดข้อมูลส่วนตัว หรือการโจมตีคนรอบตัวของเขา และเปิดพื้นที่ให้คนได้ขอโทษ เรียนรู้ และเปลี่ยนแปลง
-
Refuse to Amplify (ไม่ขยายวงความรุนแรง)
บางครั้งการกระทำที่มีพลังที่สุดคือการไม่แชร์ ไม่กดรีแอกต์ และไม่ป้อนอัลกอริทึม หากเห็นการรุมทำร้าย ให้ใช้ปุ่มรายงาน หรือส่งข้อความให้กำลังใจผู้ถูกโจมตีเป็นการส่วนตัว
Conclusionบทสรุป
สังคมที่ดีต้องมีทั้ง ความรับผิดชอบ และ ความเมตตา การเรียกร้องให้คนที่ทำผิดรับผิดชอบเป็นเรื่องสำคัญ แต่เป้าหมายปลายทางควรเป็นการแก้ไขและการเยียวยา ไม่ใช่การทำลายมนุษย์คนหนึ่งให้สิ้นซาก
ครั้งต่อไปที่เห็นกระแสโหมกระพือ ลองหยุดสักครู่ แล้วถามตัวเองว่า เรากำลังร่วมสร้างความยุติธรรม หรือแค่กำลังถูกพัดพาไปกับฝูงชน? แบบทดสอบด้านล่างจะช่วยให้คุณสำรวจท่าทีของตัวเองบนโลกออนไลน์
คุณรับมือกับ พลังของฝูงชน ได้แค่ไหน?
แบบทดสอบ 5 ข้อ ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที พร้อมคำอธิบายผลและคำแนะนำ ผลลัพธ์เก็บอยู่บนเครื่องคุณเท่านั้น
อ่านเพิ่มเติม
- Festinger, L., Pepitone, A., & Newcomb, T. (1952). Some consequences of de-individuation in a group. Journal of Abnormal and Social Psychology, 47(2S), 382–389.
- Zimbardo, P. G. (1969). The human choice: Individuation, reason, and order versus deindividuation, impulse, and chaos. Nebraska Symposium on Motivation, 17, 237–307.
- Postmes, T., & Spears, R. (1998). Deindividuation and antinormative behavior: A meta-analysis. Psychological Bulletin, 123(3), 238–259.
- Suler, J. (2004). The online disinhibition effect. CyberPsychology & Behavior, 7(3), 321–326.
- Crockett, M. J. (2017). Moral outrage in the digital age. Nature Human Behaviour, 1(11), 769–771.
- Brady, W. J., Wills, J. A., Jost, J. T., Tucker, J. A., & Van Bavel, J. J. (2017). Emotion shapes the diffusion of moralized content in social networks. PNAS, 114(28), 7313–7318.
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษา หากคุณรู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือทุกข์ใจจนกระทบชีวิตประจำวัน สามารถโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตได้ การระบุหมายเลขนี้เป็นการชี้ทางเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานเจ้าของสายด่วนรับรองเนื้อหาของเว็บ