Introductionบทนำ
ในบ้าน ในที่ทำงาน และในกลุ่มเพื่อน ประโยค “ไม่เป็นไร” มักมาเร็วกว่าความจริง เราเกรงใจเพราะไม่อยากทำให้อีกฝ่ายลำบาก ไม่อยากเป็นคนเรื่องมาก และไม่อยากให้บรรยากาศเสีย
เกรงใจเป็นทักษะที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างนุ่มนวล ปัญหาเริ่มเมื่อคำนั้นปิดเรื่องที่ยังไม่จบ ความไม่พอใจไม่มีที่ไป จึงไปกองเป็นบัญชีในใจ คนพูดคิดว่าตัวเองรักษาความสัมพันธ์ อีกฝ่ายคิดว่าทุกอย่างเรียบร้อย จนวันหนึ่งฝ่ายที่เก็บไว้เงียบหายไป หรือพูดแรงในเรื่องที่ดูเล็กเกินเหตุ
หัวข้อที่ 1 · Face-workทำไมคำจริงถึงรู้สึกเหมือนการกระทบหน้า
Erving Goffman อธิบายว่าในการพบกันแต่ละครั้ง คนเราพยายามรักษาหน้า ทั้งของตัวเองและของอีกฝ่าย การทักท้วงตรงๆ จึงอาจรู้สึกเหมือนทำให้เขาเสียหน้า Penelope Brown และ Stephen Levinson เรียกคำขอ คำปฏิเสธ และคำวิจารณ์ว่าเป็นถ้อยคำที่คุกคามหน้า การพูดอ้อม การเบี่ยง และการบอกว่าไม่เป็นไร จึงเป็นการกันไม่ให้ความสัมพันธ์กระแทก
Stella Ting-Toomey อธิบายเพิ่มว่าในวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับหน้า คนมักจัดการความขัดแย้งด้วยการรักษาสัมพันธ์ก่อนการเอาชนะประเด็น การเงียบในจังหวะนั้นเป็นการดูแลหน้าของอีกฝ่าย การมีจุดยืนกับความนุ่มนวลจึงไปด้วยกันได้ ถ้ายังมีทางให้เรื่องนั้นถูกพูดในภายหลัง
หัวข้อที่ 2 · Kreng Jaiเมื่อความหมายอยู่ในสิ่งที่ไม่ได้พูด
Edward Hall แยกการสื่อสารแบบบริบทสูง ซึ่งความหมายอยู่ในความสัมพันธ์ น้ำเสียง และสิ่งที่ไม่ได้พูด ออกจากการสื่อสารที่ต้องบอกให้ครบในถ้อยคำ สุนทรี โคมิน บรรยายเกรงใจว่าเป็นส่วนของการรักษาความสัมพันธ์ให้เรียบเนียนในแบบแผนคุณค่าของคนไทย คือความไม่เต็มใจจะรบกวน ขัดใจ หรือทำให้อีกฝ่ายต้องรับภาระ
ในแบบนี้คำขอที่ชัดอาจถูกมองว่ากดดัน คนจึงส่งสัญญาณเล็กๆ แทน ถอนหายใจ ตอบสั้น หรือบอกว่า “แล้วแต่เลย” ทั้งที่ใจมีคำตอบอยู่แล้ว อีกฝ่ายที่ฟังตามตัวอักษรย่อมคิดว่าเลือกได้จริง แล้วความเข้าใจก็คลาดเคลื่อนโดยไม่มีใครตั้งใจ
หัวข้อที่ 3 · The Silent Ledgerเมื่อความยอมถูกจดไว้คนเดียว
James Gross และ Oliver John พบว่าคนที่ปิดกั้นการแสดงอารมณ์เป็นนิสัย มักรายงานว่าตัวเองใกล้ชิดกับคนรอบข้างน้อยลง การเก็บหน้าไว้ได้ในวันนี้จึงอาจแลกมาด้วยระยะห่างในวันหน้า เมื่อเรื่องไม่ถูกพูด ความสัมพันธ์มักเดินเข้าทางที่ปัญหาไม่ถูกซ่อม
Andrew Christensen และ Christopher Heavey อธิบายแบบแผนที่ฝ่ายหนึ่งพยายามคุย ขณะที่อีกฝ่ายถอย หรือทั้งคู่เลิกยกเรื่องขึ้นมาเลย John Gottman เรียกการปิดตัวจากบทสนทนา ราวกับอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ตรงนั้น ว่าเป็นสัญญาณของความสัมพันธ์ที่กำลังกร่อน สิ่งที่ตามมาคือบัญชีเงียบ เราจำได้ว่าครั้งนั้นยอม ครั้งนี้กล้ำกลืน และเริ่มคิดว่าอีกฝ่ายควรรู้ใจเอง เมื่อบัญชีเต็ม ทางออกที่เหลือมักเป็นการหายไป หรือการพูดแรงกับเรื่องที่สะสมมานาน
หัวข้อที่ 4 · Speaking in Timeพูดความไม่พอใจโดยไม่ทำลายหน้าของกันและกัน
เกรงใจที่ใช้ได้คือความนุ่มนวลที่ยังมีความจริงอยู่ข้างใน สันติเกิดจากการมีทางพูดเรื่องขัดใจ โดยไม่ทำให้ความสัมพันธ์กระแทกจนซ่อมยาก ลองทำสามอย่างนี้
-
Say the Small Thing (พูดเรื่องเล็กตั้งแต่ยังเล็ก)
เลือกเรื่องที่ยังไม่บวม และพูดเป็นความรู้สึกของตัวเอง เช่น “เมื่อกี้ฉันอึดอัดที่ถูกตัดสินแทน ขอคุยตรงนี้ก่อนได้ไหม” เรื่องเล็กที่ถูกพูดทันเวลา ไม่ต้องรอให้กลายเป็นเรื่องใหญ่
-
Ask, Don't Hint (ถามแทนการใบ้)
ถ้าตัวเองกำลังส่งสัญญาณ ให้เปลี่ยนเป็นคำขอที่อีกฝ่ายตอบได้ และเมื่อเห็นคนอื่นลังเล ให้ถามว่า “ไม่เป็นไร” แปลว่าโอเคจริง หรือยังมีอะไรที่อยากให้ปรับ
-
Separate the Person (แยกคนออกจากคำขอ)
บอกให้ชัดว่าที่พูดเพราะอยากอยู่ด้วยกันต่อ เช่น “ฉันไม่ได้โกรธที่คุณเป็นคุณ ฉันอยากให้เรื่องนี้ลงตัวกว่านี้” การรักษาหน้ากับความซื่อตรงไปด้วยกันได้ เมื่อคำขอไม่กลายเป็นการตัดสินตัวตน
Conclusionบทสรุป
เกรงใจทำให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างนุ่มนวล และความเงียบก็ยังไม่ได้รับประกันว่าความสัมพันธ์สงบ ถ้าความไม่พอใจมีที่ไปตั้งแต่ยังเล็ก คนรอบข้างจะได้ดูแลกันด้วยข้อมูลจริง
ลองทำแบบทดสอบด้านล่าง เพื่อสำรวจว่าเกรงใจของคุณยังเป็นความนุ่มนวล หรือกำลังกลายเป็นบัญชีที่จำไว้คนเดียว
คุณเก็บความไม่พอใจไว้เงียบแค่ไหน?
แบบทดสอบ 5 ข้อ ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที พร้อมคำอธิบายผลและคำแนะนำ ผลลัพธ์เก็บอยู่บนเครื่องคุณเท่านั้น
อ่านเพิ่มเติม
- Goffman, E. (1967). Interaction Ritual: Essays on Face-to-Face Behavior. Pantheon.
- Brown, P., & Levinson, S. C. (1987). Politeness: Some Universals in Language Usage. Cambridge University Press.
- Ting-Toomey, S., & Kurogi, A. (1998). Facework competence in intercultural conflict: An updated face-negotiation theory. International Journal of Intercultural Relations, 22(2), 187–225.
- Hall, E. T. (1976). Beyond Culture. Anchor Books.
- Komin, S. (1990). Psychology of the Thai People: Values and Behavioral Patterns. National Institute of Development Administration.
- Gross, J. J., & John, O. P. (2003). Individual differences in two emotion regulation processes: Implications for affect, relationships, and well-being. Journal of Personality and Social Psychology, 85(2), 348–362.
- Christensen, A., & Heavey, C. L. (1990). Gender and social structure in the demand/withdraw pattern of marital conflict. Journal of Personality and Social Psychology, 59(1), 73–81.
- Gottman, J. M. (1994). What Predicts Divorce? The Relationship Between Marital Processes and Marital Outcomes. Lawrence Erlbaum.
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษา หากคุณรู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือทุกข์ใจจนกระทบชีวิตประจำวัน สามารถโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตได้ การระบุหมายเลขนี้เป็นการชี้ทางเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานเจ้าของสายด่วนรับรองเนื้อหาของเว็บ