Introductionบทนำ
โพสต์หนึ่งมีคนเข้ามารุมเยาะเย้ยเด็กนักเรียนคนหนึ่ง มีคนเห็นนับพัน หลายคนรู้สึกไม่สบายใจ แต่แทบไม่มีใครพิมพ์อะไรเพื่อปกป้องเขา ทุกคนต่างคิดคล้ายกันว่า "เดี๋ยวก็มีคนอื่นช่วย" และสุดท้ายก็ไม่มีใครช่วยเลย
ภาพนี้สะท้อนปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Bystander Effect หรือ ผลกระทบจากการเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ คือแนวโน้มที่โอกาสในการช่วยเหลือผู้อื่นจะลดลงเมื่อมีผู้เห็นเหตุการณ์อยู่ด้วยหลายคน คำถามสำคัญคือ ในโลกที่เราเชื่อมต่อกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำไม ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ถึงแปรเปลี่ยนเป็นการกระทำได้ยากนัก?
หัวข้อที่ 1 · The Bystander Effectยิ่งคนเห็นมาก ยิ่งไม่มีใครช่วย
ในปี 1968 นักจิตวิทยา John Darley และ Bibb Latané ทำการทดลองที่โด่งดัง โดยให้ผู้เข้าร่วมพูดคุยกันผ่านระบบอินเตอร์คอม แล้วจำลองเหตุการณ์ที่ผู้ร่วมสนทนาคนหนึ่งมีอาการชัก ผลพบว่าเมื่อผู้เข้าร่วมเชื่อว่ามีคนอื่นได้ยินเหตุการณ์อยู่ด้วย พวกเขาเข้าไปช่วยช้าลงและน้อยลงอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับตอนที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ได้ยินเพียงคนเดียว
กลไกหลักคือ การกระจายความรับผิดชอบ (Diffusion of Responsibility) ยิ่งมีคนเห็นมาก ความรับผิดชอบที่แต่ละคนรู้สึกก็ยิ่งเจือจางลง ร่วมกับ Pluralistic Ignorance คือการที่เรามองปฏิกิริยาของคนอื่นเพื่อตัดสินว่าสถานการณ์ร้ายแรงหรือไม่ เมื่อทุกคนต่างนิ่งเฉย เราก็สรุปผิดๆ ว่า "คงไม่ใช่เรื่องใหญ่" บนโลกออนไลน์ที่ผู้เห็นเหตุการณ์อาจมีเป็นหมื่น กลไกทั้งสองนี้จึงทำงานได้รุนแรงเป็นพิเศษ
หัวข้อที่ 2 · Five Steps to Helping5 ด่านที่ต้องผ่าน ก่อนจะยื่นมือช่วยใครสักคน
Latané และ Darley อธิบายว่าการช่วยเหลือไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ต้องผ่าน 5 ขั้นตอนทางความคิด คือ สังเกตเห็นเหตุการณ์ ตีความว่าเป็นสถานการณ์ที่ต้องการความช่วยเหลือ รับรู้ว่าตัวเองมีความรับผิดชอบ รู้วิธีที่จะช่วย และ ตัดสินใจลงมือ หากติดขัดในขั้นใดขั้นหนึ่ง การช่วยเหลือก็จะไม่เกิดขึ้น
บนโลกออนไลน์ เราสะดุดได้แทบทุกด่าน ฟีดที่ไหลเร็วทำให้ไม่ทันสังเกต ข้อความที่ไม่มีน้ำเสียงทำให้ตีความยากว่าเป็น "การล้อเล่น" หรือ "การรังแก" จำนวนผู้เห็นมหาศาลทำให้ความรับผิดชอบเจือจาง และหลายคน ไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไรโดยไม่ทำให้สถานการณ์แย่ลง หรือกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นเป้าโจมตีรายต่อไป
หัวข้อที่ 3 · Empathy in the Digital Ageเมื่อความเห็นใจเหนื่อยล้า
นักจิตวิทยาแบ่งความเห็นอกเห็นใจออกเป็นหลายมิติ เช่น ความเข้าใจมุมมองของผู้อื่น (Cognitive Empathy) และ การรู้สึกร่วมไปกับอารมณ์ของผู้อื่น (Affective Empathy) ปัญหาคือ เมื่อเราเห็นความทุกข์ของผู้คนผ่านหน้าจอซ้ำๆ ทุกวัน การรู้สึกร่วมแบบไม่มีขอบเขตอาจนำไปสู่ ความทุกข์จากการเห็นอกเห็นใจ (Empathic Distress) จนเราอยากหันหน้าหนี
งานของ Tania Singer และ Olga Klimecki ชี้ความแตกต่างที่สำคัญว่า Empathic Distress ทำให้เราอยากถอยห่างเพื่อปกป้องตัวเอง ขณะที่ ความกรุณา (Compassion) คือความรู้สึกห่วงใยที่มาพร้อมแรงจูงใจที่จะช่วยเหลือ และสามารถฝึกฝนได้ นักจิตวิทยา Paul Slovic ยังอธิบายปรากฏการณ์ Psychic Numbing ว่าเมื่อจำนวนผู้ทุกข์ยากมากขึ้น ความรู้สึกของเรากลับไม่ได้เพิ่มตาม ความเย็นชาที่เราเห็นในโลกออนไลน์จึงอาจไม่ใช่ความใจร้าย แต่เป็น ความเหนื่อยล้าของหัวใจ
หัวข้อที่ 4 · From Bystander to Upstanderจากผู้เฝ้ามอง สู่ผู้ยืนหยัดเคียงข้าง
ข่าวดีคือ งานวิจัยของ Beaman และคณะพบว่า การได้เรียนรู้เรื่อง Bystander Effect ทำให้คนมีแนวโน้มช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น และการช่วยเหลือไม่จำเป็นต้องเป็นวีรกรรมยิ่งใหญ่ องค์กรด้านการป้องกันการคุกคามได้พัฒนาแนวทาง 5Ds ได้แก่ Distract (เบี่ยงเบนความสนใจ), Delegate (ขอความช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจ), Document (บันทึกหลักฐาน), Delay (ดูแลผู้ถูกกระทำภายหลัง) และ Direct (เข้าไปห้ามโดยตรงเมื่อปลอดภัย) ซึ่งนำมาปรับใช้บนโลกออนไลน์ได้ดังนี้:
-
Report & Document (รายงานและเก็บหลักฐาน)
ใช้ปุ่มรายงานของแพลตฟอร์ม และบันทึกภาพหน้าจอไว้เป็นหลักฐาน การกระทำนี้ใช้เวลาไม่ถึงนาที ไม่ทำให้คุณตกเป็นเป้า และช่วยให้ผู้ดูแลระบบหรือผู้เกี่ยวข้องดำเนินการได้จริง
-
Reach Out Privately (ส่งความห่วงใยเป็นการส่วนตัว)
ข้อความสั้นๆ เช่น "เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนะ คุณไม่ได้อยู่คนเดียว" อาจมีความหมายมากสำหรับผู้ที่ถูกรังแก เพราะความรู้สึกโดดเดี่ยวคือหนึ่งในความเจ็บปวดที่หนักที่สุดของการถูกกลั่นแกล้ง
-
Practice Compassion, Not Exhaustion (ฝึกความกรุณา ไม่ใช่ความเหนื่อยล้า)
ดูแลหัวใจตัวเองด้วยการจำกัดการเสพข่าวร้าย และเปลี่ยนความรู้สึกสงสารให้เป็นการกระทำเล็กๆ ที่ทำได้จริง เช่น บริจาค เป็นอาสาสมัคร หรือพูดคุยกับเด็กๆ ในบ้านเรื่องการใช้โซเชียลอย่างมีเมตตา
Conclusionบทสรุป
ทุกครั้งที่เราเลือกไม่นิ่งเฉย เรากำลังบอกผู้อื่นว่าพฤติกรรมรังแกไม่ใช่เรื่องปกติ และการกระทำของคนหนึ่งคนมักเป็นแบบอย่างให้คนอื่นกล้าทำตาม เมื่อมีคนแรกยื่นมือช่วย คนต่อไปก็ช่วยได้ง่ายขึ้น
สังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่ได้สร้างจากคนที่ไม่เคยทำผิด แต่สร้างจากคนที่พร้อมจะยืนเคียงข้างกันในวันที่ใครสักคนอ่อนแอ ลองทำแบบทดสอบด้านล่างเพื่อสำรวจว่าคุณพร้อมเป็น "Upstander" แค่ไหน
คุณพร้อมเป็น Upstander แค่ไหน?
แบบทดสอบ 5 ข้อ ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที พร้อมคำอธิบายผลและคำแนะนำ ผลลัพธ์เก็บอยู่บนเครื่องคุณเท่านั้น
อ่านเพิ่มเติม
- Darley, J. M., & Latané, B. (1968). Bystander intervention in emergencies: Diffusion of responsibility. Journal of Personality and Social Psychology, 8(4), 377–383.
- Latané, B., & Darley, J. M. (1970). The Unresponsive Bystander: Why Doesn't He Help? Appleton-Century-Crofts.
- Fischer, P., et al. (2011). The bystander-effect: A meta-analytic review on bystander intervention in dangerous and non-dangerous emergencies. Psychological Bulletin, 137(4), 517–537.
- Beaman, A. L., Barnes, P. J., Klentz, B., & McQuirk, B. (1978). Increasing helping rates through information dissemination: Teaching pays. Personality and Social Psychology Bulletin, 4(3), 406–411.
- Singer, T., & Klimecki, O. M. (2014). Empathy and compassion. Current Biology, 24(18), R875–R878.
- Slovic, P. (2007). "If I look at the mass I will never act": Psychic numbing and genocide. Judgment and Decision Making, 2(2), 79–95.
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษา หากคุณรู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือทุกข์ใจจนกระทบชีวิตประจำวัน สามารถโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตได้ การระบุหมายเลขนี้เป็นการชี้ทางเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานเจ้าของสายด่วนรับรองเนื้อหาของเว็บ